การเมืองการปกครองของไทย
| 1. วิวัฒนาการการปกครองไทย |
ในอดีตประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงมีพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์แต่เพียงประองค์เดียว ทรงใช้อำนาจทั้งในด้านนิติบัญญัติอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และทรงแต่งตั้งข้าราชการ ขุนนางไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญและกฎหมายใดๆ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมาย ทรงตัดสินและพิจารณาอรรถคดี ทรงบริหารประเทศ
ดังนั้นประชาชนจึงต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ ใครฝ่าผืนไม่ได้ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดและประชาชนต้องปฏิบัติตามและที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีรูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใน 4 สมัยดังนี้คือ
1. สมัยอาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. 1800-1921)
2. สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)
3. สมัยอาณาจักรกรุงธนบุรี และ สมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2310 - 2325)
4. สมัยการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
1) สมัยอาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ.1800-1921)
ในสมัยนี้มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือราชาธิปไตย ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองและทรงใช้อำนาจนี้ในการออกกฎหมายเรียกว่าอำนาจนิติบัญญัติ ทรงบริหารกิจการบ้านเมืองเรียกอำนาจนี้ว่า อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และทรงพิจารณาอรรถคดีทรงพิพากษาและตัดสินคดีความต่าง ๆ ทุกวันธรรมะสาวนะด้วยพระองค์เอง เรียกอำนาจนี้ว่าอำนาจตุลาการ จะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้เพียงพระองค์เดียว และทรงใช้อำนาจบนพื้นฐานของหลักธรรมประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะการปกครองโดยใช้คตินิยมในการปกครองแบบครอบครัวหรือ “พ่อปกครองลูก” มาเป็นหลักในการบริหารประเทศ โดยในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ใกล้ชิดกับประชาชนมาก ประชาชนต่างก็เรียกพระมหากษัตริย์ว่า “พ่อขุน” ซึ่งมีลักษณะเด่นที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
§ พ่อขุนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย โดยปกครองประชาชนบนพื้นฐานของความรัก ความเมตตาประดุจบิดาพึงมีต่อบุตร บางตำราอธิบายว่าเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกหรือแบบ “ปิตุราชาประชาธิปไตย”
§ พ่อขุนอยู่ในฐานะผู้ปกครองและประมุขของประเทศที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
§ ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตพอสมควร ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกอธิบายว่า “......ใครใคร่ค้า ค้า เอาม้ามาค้าเอาข้าวมาขาย....” อาจกล่าวได้ว่าผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครองมีฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกัน
§ รูปแบบการปกครองเป็นไปแบบเรียบง่ายไม่มีพิธีอะไรมากมายนัก ไม่มีสถาบันการเมืองการปกครองที่สลับซับซ้อนมาก
§ มีการพิจารณาคดีโดยใช้หลักประกันความยุติธรรม เช่น เมื่อพลเมืองผิดใจเป็นความกันจะมีการสอบสวนจนแน่ชัดจึงตัดสินโดยยุติธรรม ในศิลาจารึกเขียนไว้ว่า “ลูกเจ้าลูกขุนแลผิดแผกแสกกว้างกัน สวนดูแท้แลจึ่งแล่งความแก่ข้าด้วย ซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน....”
นอกจากจะทรงวางรากฐานทางการปกครองแล้วในสมัยสุโขทัยยังทรงประดิษฐ์อักษรไทยเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ภาษา รู้ธรรมและกษัตริย์บางพระองค์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์แบบธรรมราชา การปกครองจึงมีรูปแบบธรรมราชาด้วย ซึ่งมีหลักการ คือ ความเชื่อที่ว่าพระราชอำนาจของกษัตริย์จะต้องถูกกำกับด้วยหลักธรรมะ ประชาชนจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะได้ไปสู่สวรรค์จึงเรียกว่า สวรรคต หลักธรรมสำคัญที่กำกับพระราชจริยวัตร คือ ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร 12 ประการ
2) สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)
พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงของการ ก่อร่างสร้างเมืองทำให้ต้องมีผู้นำในการปกครองเพื่อรวมรวมอาณาจักรให้แผ่ขยาย มีการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการค้าและศาสนา และในช่วงเวลานั้นมีการเผยแพร่ของลัทธิฮินดูและขอมเข้ามามีบทบาทในอาณาจักร ดังนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงได้รับวัฒนธรรมการปกครองแบบขอมและฮินดูเข้ามาใช้ เรียกการปกครองแบบนี้ว่า “การปกครองแบบเทวสิทธิ์” หรือ “สมมติเทพ” โดยมีหลักการสำคัญ คือ
§ กษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด ทรงเป็นเจ้าชีวิต คือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเหนือชีวิตของบุคคลที่อยู่ในสังคมทุกคน และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือ ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรและพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานให้ใครก็ได้ตามอัธยาศัย
§ การที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเป็นสมมุติเทพ ตามคตินิยมของพราหมณ์ จึงต้องมีระเบียบพิธีการต่าง ๆ มากมายแม้แต่ภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ก็ได้บัญญัติขึ้นใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่เราเรียกว่า “ราชาศัพท์”
§ กษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาต้องเข้าพิธีปราบดาภิเษก ซึ่งถือว่าเป็นการขึ้นสู่ราชบัลลังก์โดยชอบธรรม ดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงจำเป็นต้องมีกลุ่มหรือคณะบุคคลสนับสนุน และให้ประโยชน์ตอบแทนอันเป็นยศถาบรรดาศักดิ์หรือศักดินาแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าว
§ เกิดระบบทาสขึ้น หมายถึง บุคคลที่ใช้แรงงาน โดยทาสในสมัยกรุงศรีอยุธยาอนุญาตให้เสนาบดี ข้าราชบริพารและประชาชนที่ร่ำรวยมีทาสได้ และผู้ที่ใช้แรงงานเมื่อตกเป็นทาสก็ถือว่านายเงินเป็นเจ้าของ เจ้าของอาจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือยกทาสให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นจึงนำมาสู่การเกิดชนชั้นทางสังคม อาจกล่าวได้ว่าประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองมีฐานะไม่เท่ากัน
จากการที่อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้รับแนวคิดทางการเมืองการปกครองจากเขมรมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการปกครองและในด้านสังคมไม่ว่าจะเป็น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทวราชหรือเทวดาโดยสมมุติ, การเกิดระบบศักดินาขึ้นครั้งแรกในสังคมไทย, การเกิดการปกครองแบบนายกับบ่าว, มีการแบ่งชั้นทางสังคมชัดเจน
นอกจากนี้ในสมัยอยุธยายังต้องทำศึกสงครามเกือบตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง มีการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อป้องกันประเทศ จึงเกิดระบบไพร่และมูลนายด้วยเช่นกัน
3) สมัยอาณาจักรกรุงธนบุรีและสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2310-2325)
3.1) ลักษณะการปกครองสมัยอาณาจักรกรุงธนบุรี
เนื่องจากสมัยอาณาจักรกรุงธนบุรี เป็นช่วงที่ไทยได้เสียกรุงให้กับพม่า ครั้งที่ 2ในปี พ.ศ. 2310 เกิดความแตกแยกกันเป็นกก เป็นเหล่ายังรวมกันไม่ติด และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำนุบำรุงให้คงสภาพเดิมได้ อีกทั้งข้าศึกศัตรูก็รู้ลู่ทางดีและเมื่อถึงคราวน้ำหลาก ปัญหาต่างๆ ก็ตามมามาก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงย้ายมาตั้งเมืองหลวงที่กรุงธนบุรี และตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ทรงทำศึกสงครามเพื่อรวบรวมประเทศไทยให้เป็นฝึกแผ่น ทำการกอบกู้เอกราชมาโดยตลอด ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีพระองค์จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแต่อย่างไร ดังนั้นในสมัยกรุงธนบุรีอาจกล่าวได้ว่ายังคงใช้รูปแบบการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่
3.2) ลักษณะการปกครองสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในสมัยอาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ประเทศไทยใช้รูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเช่นกัน เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงก่อร่างสร้างเมืองปราบปรามข้าศึกศัตรูโดยเฉพาะพม่า ทำให้ในเรื่องการปกครองไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงรัชกาลที่ 3 มีการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคม ประกอบกับประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐกันชนทำให้เป็นที่สนใจของมหาอำนาจ ดังนั้นจึงส่งผลให้มีการปฏิรูปทั้งในด้านการเมืองการปกครองรวมทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งปรากฏผลอย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4) สมัยการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ผลจาการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมและปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการปกครอง และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้ทำการปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินในวันที่ 1 เมษายน 2435 หรือร.ศ.111 ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ คือ
§ ทรงปฏิรูปการปกครองโดยการกำหนดให้มีการปกครองส่วนกลาง มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวงกรมและนำเอาระบบบริหาราชการแบบแบ่งแยกโครงสร้างอำนาจหน้าที่ (Structural Functionalism) มาใช้ในการบริหารประเทศ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีการปกครองส่วนภูมิภาค โดยทรงรวบรวมหัวเมืองให้เป็นหน่วยการปกครองใหม่เรียกว่า “มณฑล” และแบ่งส่วนความรับผิดชอบโดยแบ่งเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมือง อำเภอตำบล หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้น และเริ่มทดลองการกระจายอำนาจเป็นครั้งแรก ให้กับหน่วยการปกครองสุขาภิบาล
§ ทรงทำการปฏิรูปในด้านสังคมและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เช่น การยกเลิกระบบไพร่ ทาส, การปรับปรุงด้านการศึกษา, การนำเอาวิทยาการต่าง ๆ มาปรับใช้ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ รถไฟและการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายการเข้าเฝ้า ซึ่งโดยรวมเรียกว่าเป็นกระบวนการพัฒนาให้เกิดความทันสมัยในด้านต่าง ๆ (Modernization) เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นอารายะประเทศ
หนึ่งในกระบวนการพัฒนาให้เกิดความทันสมัยที่สำคัญ ได้แก่ การที่พระราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงได้เดินทางไปรับการศึกษายังต่างประเทศ ซึ่งเมื่อได้เดินทางกลับมาก็ได้นำเอาแนวคิดและอารยธรรมทางตะวันตก รวมทั้งแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครองเข้ามาด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกอันรวมไปถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แก้ปัญหาโดยทำการปลดข้าราชการให้มีจำนวนน้อยลงเพื่อการประหยัด ทำให้ข้าราชการโดยเฉพาะทหารไม่พอใจ
ต่อมาภายหลัง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปลดข้าราชการออกมากขึ้นรวมทั้งบรรดานายทหารชั้นนำก็ถูกลดขั้นเงินเดือน ซึ่งแนวคิดและปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” ส่งผลให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในวันที่ 24 มิถุนายน 2475
| 2. รัฐธรรมนูญ |
รัฐธรรมนูญ ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายที่เป็นหลักที่ใช้ในการปกครองประเทศ ทั้งนี้กล่าวได้ว่าในการปกครองแบบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ จัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปกครองแบบประชาธิปไตย อันเป็นการปกครองที่มุ่งในจุดหมายการปกครองเพื่อประชาชน โดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ในการปกครองประเทศของทุกภาคส่วนในทางการเมืองหรือกล่าวโดยสรุปว่า “รัฐธรรมนูญ คือ กติกาหลักในการเมือง”
ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ
§ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ตั้งอำนาจต่าง ๆ ของรัฐ โดยเป็นผู้สร้างอำนาจต่างๆ รัฐธรรมนูญจึงเป็นกฎหมายหลักหรือกฎหมายมูลฐานที่เป็นต้นกำเนิดของกิจกรรมทั้งปวง และอยู่เหนืออำนาจต่าง ๆ ของกฎหมายอื่น ๆ ของรัฐทั้งหมด ซึ่งมีต้นตอหรือรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กฎหมายต่างๆ บัญญัติขึ้นโดยรัฐสภา และโดยที่รัฐสภาถูกสร้างหรือกำเนิดขึ้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนี้กฎหมายใดที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท จึงถือว่ากฎหมายนั้นไม่มีคุณค่าทางกฎหมาย คือเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้
§ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครอง กล่าวคือ รัฐธรรมนูญจะวางรูปแบบและโครงสร้างของรัฐบาลว่าอย่างไร โดยระบุองค์กรหรือหน่วยงานที่จะใช้อำนาจปกครอง ซึ่งโดยมากนิยมแบ่งแยกการใช้อำนาจออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น องค์ประมุข รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรผู้ใช้อำนาจต่าง ๆ วิธีการดำเนินการใช้อำนาจ การเข้าสู่ตำแหน่ง รวมทั้งการสิ้นสุดจากตำแหน่ง เป็นต้น
§ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากรัฐธรรมนูญจะกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองโดยตรงแล้ว รัฐธรรมนูญส่วนมากยังมีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลหรือเอกชนและกำหนดขอบเขตแห่งอำนาจของรัฐเพื่อป้องกันการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหรือเอกชนไว้ เช่น รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะจำกัดเสรีภาพของบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นด้วยวาจา การพิมพ์โฆษณา หรือการนับถือศาสนาเป็นต้น
สำหรับประเทศไทยในอดีตมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยที่กษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดอย่างเด็ดขาดแต่ผู้เดียว จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้มีคณะบุคคล ซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง และสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475
หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาและสภาพการณ์ทางการเมือง กล่าวคือ ในบางฉบับรัฐธรรมนูญก็มีการพัฒนาและมีความเป็นประชาธิปไตยสูงซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางการเมืองในขณะนั้น เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 10 พุทธศักราช 2517, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 16 พุทธศักราช 2540 ในขณะเดียวกันบางฉบับก็ถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 พุทธศักราช 2502 เป็นต้น
ดังนั้นจนถึงในปัจจุบัน (เมษายน พ.ศ. 2550) ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 17 ฉบับ ซึ่งมีระยะเวลาและหลักการสำคัญ สรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 4.1 เปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญ
| ฉบับที่ | รายชื่อรัฐธรรมนูญ | ระยะเวลาที่ใช้ | หมายเหตุ |
| 1 | พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช 2475 | 27 มิ.ย.2475- 10 ธ.ค. 2475 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว |
| 2 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม(ไทย) พุทธศักราช 2475 | 10 ธ.ค. 2475- 9 พ.ค. 2489 | ถูกยกเลิก เพราะล้าสมัย |
| 3 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 | 9 พ.ค. 2489- 8 พ.ย. 2490 | ถูกยกเลิกโดย คณะรัฐประหาร |
| 4 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 | 9 พ.ย. 2490 – 23 มี.ค. 2492 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว (รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม) |
| 5 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 | 23 มี.ค. 2492 – 29 พ.ย.2494 | ถูกยกเลิกโดย คณะรัฐประหาร (รัฐประหารเงียบ) |
| 6 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 | 8 มี.ค. 2495 - 20 ต.ค. 2501 | ถูกยกเลิกโดย คณะปฏิวัติ |
| 7 | ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2502 | 28 ม.ค. 2502 – 20 มิ.ย. 2511 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว |
ตารางที่ 4.1 เปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญ (ต่อ)
| ฉบับที่ | รายชื่อรัฐธรรมนูญ | ระยะเวลาที่ใช้ | หมายเหตุ |
| 8 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2511 | 20 มิ.ย. 2511 | ถูกยกเลิกโดย คณะปฏิวัติ |
| 9 | ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2515 | 25 ธ.ค. 2515- 7 ต.ค. 2517 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว |
| 10 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2517 | 7 ต.ค. 2517 – 6 ต.ค. 2519 | ถูกยกเลิกโดยคณะ ปฏิรูปการปกครอง แผ่นดิน |
| 11 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2519 | 22 ต.ค. 2519 – 20 ต.ค. 2520 | ถูกยกเลิกโดย คณะปฏิวัติ |
| 12 | ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2520 | 9 พ.ย. 2520 – 22 ธ.ค. 2521 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว |
| 13 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2521 | 22 ธ.ค. 2521 – 23 ก.พ. 2534 | ถูกยกเลิกโดยคณะ รสช. |
| 14 | ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 | 1 มี.ค. 2534 – 9 ธ.ค. 2534 | รัฐธรรมนูญชั่วคราว |
| 15 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 | 9 ธ.ค. 2534 – 11 ต.ค. 2540 | ถูกยกเลิกโดย รัฐธรรมนูญ 2540 |
| 16 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 | 11 ต.ค. 2540 – 1 ต.ค. 2549 | ถูกยกเลิกโดยคณะ คปค. |
| 17 | รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2549 (รัฐธรรมนูญชั่วคราว) | 1 ต.ค. 2549 –ปัจจุบัน | - |
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ฉบับที่ 17 พุทธศักราช 2549 เกิดขึ้นภายหลังจากการรัฐประหารโดย “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)” ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งได้ทำการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 17 ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 โดยมีทั้งหมด 39 มาตรา
ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 18 โดยอยู่ในช่วงในการจัดทำประชาพิจารณ์และสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเพื่อแสวงหาแนวทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองและเป็นที่พอใจของประชาชนชาวไทยมากที่สุด (พ.ค. 2550)
| 3. รัฐสภา รัฐบาล และศาล |
การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองในแบบที่ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดคืออำนาจอธิปไตยโดยประเทศไทยได้แบ่งการใช้อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ โดยมีสถาบันรับผิดชอบคือ รัฐสภา รัฐบาล และศาล ดังรายละเอียดในแต่ละสถาบันดังนี้
1) รัฐสภา
รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของประเทศ ภารกิจสำคัญคือการออกกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย และการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร
โดยทั่วไปรูปแบบของรัฐสภา แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบสภาเดียว ( Unicameral System) และระบบสภาคู่ (Bicameral System) ระบบสภาเดียวเป็นแบบที่พบเห็นกันน้อย ประเทศที่นิยมใช้ระบบสภาเดียวมักเป็นประเทศขนาดเล็ก เหตุผลที่ประเทศที่นิยมระบบสภาเดียวมักจะกล่าวอ้างก็คือสภาเดียวเป็นสภาที่เป็นผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริงและตรงไปตรงมาและเมื่อเป็นสภาของประชาชนแล้วก็ไม่ควรถูกควบคุมและถ่วงดุลโดยสภาอื่นทำให้งานล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการปกครองด้วยระบบสภาคู่ ถึงแม้ว่าจะมีโครงสร้างแตกต่างกันแต่วิธีดำเนินงานจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งประกอบด้วยสองสภาคือสภาหนึ่งเรียกว่าสภาล่างมาจากการเลือกตั้ง จะมีสมาชิกมากกว่าอีกสภาหนึ่งแต่วาระการดำรงตำแหน่งหรืออายุของสภาจะสั้นกว่า ส่วนอีกสภาหนึ่งเรียกว่าสภาสูง ซึ่งอาจมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการกำหนดรูปแบบของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่จะมีสมาชิกน้อยกว่าสภาล่าง แต่อายุของสภาจะยาวกว่า
โดยทั่วไปรัฐสภาของไทยจะแบ่งออกเป็น 2 สภาได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
1.1) สภาผู้แทนราษฎร
สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์ที่ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาวาระดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรโดยส่วนใหญ่จะมีกำหนด 4 ปี มีหน้าที่ในการตรากฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการให้ความเห็นชอบตามที่กฎหมาย
§ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต มาจาการเลือกตั้งของประชาชน ในแต่ละเขตเลือกตั้งจากทั้งประเทศ และให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น เลือกตัวแทนจากผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกำหนดเขตเลือกตั้งให้ใช้เกณฑ์ของจำนวนประชากรในแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้งเป็นสำคัญ โดยสัดส่วน ของจำนวนประชากรต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
§ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งในลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 พ.ศ. 2540 ซึ่งมีความมุ่งหมายให้ให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากนโยบายของพรรคไม่ใช่เลือกจากตัวบุคคล โดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งพรรคจะต้องเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อส่งสมัครรับเลือกตั้ง เช่น แต่ละพรรคสามารถจัดส่งได้หนึ่งบัญชีรายชื่อได้ 1 บัญชีไม่เกิน 100 คน เรียงลำดับและมีสัดส่วนภูมิลำเนาในสัดส่วนที่เหมาะสมจากทุกภาคของประเทศ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยนำคะแนนจากประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งและนำมารวมกันทั้งประเทศ หากคะแนนเสียงของพรรคใดมีคะแนนไม่ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนั้น ให้ตัดคะแนนทั้งหมดของพรรคนั้นออกเสียและให้รวมคะแนนเสียงของผู้มาใช้สิทธิจากพรรคการเมืองที่เหลือ นำมาคิดเทียบอัตราส่วนร้อยละ พรรคใดได้สัดส่วนเท่าไรให้นำมาคำนวณการได้รับเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามลำดับที่กำหนดไว้ในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
หน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- การตรากฎหมาย
- ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- ให้ความเห็นชอบตามกระบวนการของรัฐสภา
1.2) วุฒิสภา
สมาชิกวุฒิสภาเกิดขึ้นครั้งแรก ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ส่งผลให้ประเทศไทย มีรูปแบบรัฐสภาแบบสองสภา ในครั้งแรกใช้ชื่อเรียก “พฤฒสภา” ซึ่งมีความหมายถึง สภาของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นวุฒิสภา โดยยังคงหลักการเดิมคือ ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้สูง ต่อมาเราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “สภาสูง”
สำหรับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาจาการแต่งตั้งจากผู้นำรัฐบาล จนเป็นเหตุให้ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าวุฒิสภาเป็นสภาตรายางที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายตามความต้องการของรัฐบาลเพราะมีสมาชิกส่วนหนึ่งมาจากข้าราชการประจำ จนเป็นเหตุให้เมื่อมีแนวคิดของการปฏิรูปการเมือง มีแนวทางที่เสนอต่อสาธารณะ ว่ายังคงที่จะมีวุฒิสภาหรือไม่ และในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี พ.ศ. 2540 ได้มีการกำหนดวิธีการได้มา บทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นองค์กรหนึ่งที่ทำให้การดำเนินกิจกรรมด้านนิติบัญญัติของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ฉบับที่ 16) ได้กำหนดให้มี จำนวน 200 คน วาระดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา มีกำหนด 6 ปี มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งนี้กำหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา
หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา นอกจาการทำหน้าที่หลักในการตรากฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการให้ความเห็นชอบเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สมาชิกวุฒิสภายังมีหน้าที่สำคัญ คือ การทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบ เลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เช่น คณะกรรมการเลือกตั้ง คณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะกรรมการป้องกันและปราบการการทุจริตแห่งชาติ คณะตุลาการศาลปกครอง เป็นต้น นับเป็นหน้าที่ที่สำคัญ (รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 พ.ศ. 2540)
หน้าที่สมาชิกรัฐสภา
1) การตรากฎหมาย
การตรากฎหมายจัดเป็นหน้าที่หลักของรัฐสภาในฐานะเป็นองค์กรด้านนิติบัญญัติ โดยการทำหน้าที่ตรากฎหมายที่กำหนดไว้ อันได้แก่ พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายต่าง ๆ และ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ในการพิจารณาตรากฎหมาย ภายใต้ระบบสองสภาของประเทศไทย ขั้นตอนในการตรากฎหมายได้กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเสนอร่างกฎหมายต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา
ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติให้ดำเนินการ โดยเริ่มจากสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วเสร็จ จึงส่งต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาต่อไป หลังจากได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการในการตรากฎหมาย
2) การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่กฎหมาย โดยอาจแบ่งได้เป็น
- การตั้งกระทู้ถาม การตั้งกระทู้ถามเป็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา โดยเป็นกระบวนการในการติดตาม การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสาระสำคัญของการถามคือเรื่องเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรี
- การอภิปรายทั่วไป เป็นวิธีการหนึ่งในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามระบบรัฐสภา ซึ่งการควบคุมในลักษณะนี้ ตามกฎหมายมีวิธีดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นการอภิปรายทั่วไปแบบมีการลงมติ และ การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ
3) การให้ความเห็นชอบ
ตามกฎหมายสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ เช่น
- การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
- การสืบราชสมบัติ
- การปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนด 120 วัน
- การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
- การประกาศสงคราม
- การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศบางประเภท เป็นต้น
ตำแหน่งที่สำคัญในรัฐสภา
นอกจากสมาชิกรัฐสภา แล้วในองค์ประกอบของรัฐสภายังมีการกำหนดตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไว้ดังนี้
§ ประธานรัฐสภา คือ ประธานของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองประเภท โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งถือเป็นประมุขของฝ่าย นิติบัญญัติ
§ รองประธานรัฐสภา คือ ตำแหน่งที่ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภาหรือตามที่ประธานมอบหมาย โดยที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ รองประธานรัฐสภา คือประธานวุฒิสภา
§ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ ตำแหน่งที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ในกิจการของสภาผู้แทนราษฎรตามที่กฎหมายกำหนด
§ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ ตำแหน่งที่ทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือตามที่ประธานมอบหมาย มีได้ไม่เกิน 2 คน มาจากการเลือกจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
§ ประธานวุฒิสภา คือ ตำแหน่งที่ได้รับเลือกจากสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ ต่าง ๆ ในกิจการของวุฒิสภาตามที่กฎหมายกำหนด
§ รองประธานวุฒิสภา คือ ตำแหน่งที่ทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา หรือตามที่ประธานมอบหมาย มีได้ไม่เกิน 2 คน มาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา
§ ผู้นำฝ่ายค้าน คือ ตำแหน่งของหัวหน้าพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยไม่มีสมาชิกพรรคเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน
2) รัฐบาล
รัฐบาลเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารตามหลักการแบ่งการใช้อำนาจอธิปไตย ในปัจจุบันภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 14 คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
§ นายกรัฐมนตรี เป็น หัวหน้าของฝ่ายบริหาร เป็นผู้ทำหน้าที่แต่งตั้งและมอบหมายภารกิจในการทำงานบริหารต่าง ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน
§ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญรองลงมาจากนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการรับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีมีกี่คนก็ได้แต่ทั้งนี้ให้นับรวมเป็นคณะรัฐมนตรี
§ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีว่าการทบวง และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยในการบริหารราชการแผ่นดินโดยมอบภารกิจชัดเจนในการบริหารราชการ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจบริหารราชการกิจการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีภารกิจในส่วนงานด้านคมนาคมเป็นสำคัญ เป็นต้น
§ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเพื่อช่วยนายกรัฐมนตรีในการบริหารงานของแต่ละกระทรวง โดยตั้งขึ้นมาเพื่อให้การบริหารงานในบ้างกระทรวงที่มีภารกิจมาก มาช่วยรัฐมนตรีว่าการะทรวงที่ได้มีการจัดตั้งแล้ว
§ ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งในทางการบริหารที่ มีการกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ. 2546 โดยให้อยู่ในรูปของคณะกรรมการแต่จะสามารถทำงานแยกกันในแต่ละกระทรวงได้ โดยมีภารกิจสำคัญ ในด้านต่าง แบ่งเป็น
- มิติด้านการเมือง ประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี สำนักงานรัฐมนตรีและกระทรวง ในเรื่องที่รัฐมนตรีมอบหมาย
- มิติด้านประชาชน เป็นตัวแทนของรัฐมนตรีในการรับฟังข้อเสนอแนะพิจารณาเรื่อง ร้องเรียนหรือร้องทุกข์เกี่ยวกับนโยบายหรือกิจการอันอยู่ในอำนาจของกระทรวง
- มิติด้านกระทรวง เป็นผู้แทนของรัฐมนตรีในการเจราจา ร่วมเจรจาหรือหารือในเรื่องที่ก่อให้เกิดพันธะทางกฎหมายผูกมัดรัฐมนตรี กระทรวงหรือทางราชการและสามารถเข้ารับฟังเข้าประชุมแทนรัฐมนตรี โดยไม่นับเป็นองค์ประชุมและอาจเสนอความเห็นต่อที่ประชุมได้หากได้รับอนุญาตจากที่ประชุม
- มิติด้านต่างประเทศ เข้าประชุมแทนหรือเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีในการต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงหลักปฏิบัติระหว่างประเทศและพิธีทางการทูต
- มิติด้านข้าราชการ เป็นประสานงานกับข้าราชการประจำข้าราชการการเมืองในกระทรวงเพื่อให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
- มิติด้านสังคม ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีในงานพิธีการของทางราชการหรือเอกชนหรืองานสังคมที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการหรือขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ
- มิติด้านอื่น ๆ ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับรัฐสภา
รัฐสภากับรัฐบาล มีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นองค์กรทางการเมืองโดย ทั่วไปแล้วจะกำหนดให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติแยกออกจากกัน เพื่อให้การทำหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองทั้งสองนี้เป็นอิสระต่อกัน เพื่อเป็นแยกการใช้อำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติ อย่างชัดเจน ดังนั้นรัฐบาลและรัฐสภาจึงมีความเป็นอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากการทำหน้าที่ของทั้งสององค์กรมีส่วนสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การทำหน้าที่ของรัฐสภากับรัฐบาล ในฐานะตัวแทนประชาชน รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบด้านการบริหารต่อตัวแทนของประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อีกทั้งการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังนั้นเมื่อรัฐบาลจะทำการบริหารราชการแผ่นดินจึงจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่าง ๆ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกันในสององค์กร คือ
การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รัฐบาลก่อนบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการแถลงนโยบายในการบริหารต่อสมาชิกรัฐสภา ในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบถึงนโยบาย แนวทางการบริหารราชการ ตลอดจนซักถาม ให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายที่รัฐบาลจะใช้เป็นแนวทางในการบริหารประเทศ และยังเปรียบเสมือนเป็นการบอกกับตัวแทนของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งโดยทั่วไปรัฐสภาจะใช้นโยบายของรัฐบาลเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบการบริหารประเทศ เป็นสำคัญ
การแถลงผลการดำเนินงานประจำปี ทุกปี รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่แถลงผลการดำเนินงานต่อรัฐสภาทุกปี ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาในฐานะตัวแทนประชาชนได้รับทราบผลการดำเนินงานของรัฐบาลในแต่ละปี
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย หรือ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม การบริหารงบประมาณของประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญและงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องจัดทำเป็นกฎหมาย ดังนั้นเมื่อรัฐบาลจะใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปี รัฐสภาจะต้องพิจารณาร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ดังนั้นทั้งรัฐบาลและรัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) ศาล
ศาลเป็นหน่วยงานด้านตุลาการทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้น โดยมีการกำหนดให้มีศาล ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีศาลที่ทำหน้าที่ แบ่งเป็น ศาลยุติธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ทั้งนี้ในแต่ละศาลจะมีบทบาทที่สำคัญแตกต่างกันไป ดังนี้
3.1) ศาลยุติธรรม
ทำหน้าที่พิจารณาคดีที่เป็นคดีความตามอำนาจต่าง ๆ ของศาลโดยว่าด้วยกระบวนการยุติธรรม ข้อพิพาทต่าง ๆ เช่นศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลคดีเด็กและเยาวชน เป็นต้น นอกจากนี้ยังแบ่งระดับชั้นของการพิจารณา ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ ศาลฎีกา ทั้งนี้มีกระบวนการพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะ
3.2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทำหน้าที่พิจารณาคดี ดังต่อไปนี้
§ วินิจฉัยมติหรือข้อบังคับของพรรคการเมืองขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
§ วินิจฉัยบุคคลหรือพรรคการเมือง ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ หรือเพื่อให้ได้อำนาจการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัย สมาชิกภาพของ สส. หรือ สว. สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัยอุทธรณ์ของสมาชิกพรรคการเมืองที่ร้องขอให้วินิจฉัยเพราะเหตุว่าพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกนั้น มีมติให้ตนพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ
§ วินิจฉัยกรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือกระทำการอันต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
§ วินิจฉัยร่างพรบ. หรือร่างพรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอใหม่ มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกับหลักการของร่าง พรบ. หรือร่าง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยับยั้งไว้
§ วินิจฉัยการพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่าง พรบ. โอนงบประมาณรายจ่ายของสภาผู้แทนราษฎรหรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ สส. สว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
§ วินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือการกรทำใดของข้าราชการพนักงานลูกจ้างของรัฐ รัฐวิสาหกิจ บุคคลใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัยพระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีเสนอไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัย พรบ. หรือร่าง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว หรือร่าง พรบ. หรือร่าง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญใดที่ รัฐสภาลงมติยืนยันมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัย ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาและร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มีข้อความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งจะใช้บังคับแก่คดีใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัย กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
§ วินิจฉัย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
§ อำนาจหน้าที่ตาม พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เช่น
§ วินิจฉัยคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทะเบียนพรรคการเมือง
§ พิจารณาสั่งให้ หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง ออกจากตำแหน่ง
§ พิจารณาสั่งให้ระงับการกระทำอันฝ่าฝืนนโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรคการเมืองฯ
§ พิจารณาสั่งยุบพรรคการเมือง
§ ทั้งนี้คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด ไม่มีระดับชั้นอื่น และมีผลผูกพันต่อองค์กร ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ
3.3) ศาลปกครอง
มีการจัดแบ่งอย่างน้อยคือ ศาลปกครองชั้นต้น กับศาลปกครองสูงสุด ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรืออันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างคู่กรณีดังต่อไปนี้
§ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน
§ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นด้วยกันเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน
| 4. รัฐประหารกับการเมืองไทย |
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ส่งผลให้ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในทางการเมือง ซึ่งพอจะสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้
1) ยุคที่หนึ่ง ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2475 – พ.ศ.2490)
เป็นยุคของความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มผู้ปกครองเดิมประกอบไปด้วยกลุ่มเจ้าและพวกขุนนาง และความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในคณะราษฎรด้วยกันเอง รวมทั้งสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในระยะห้าปีแรกของการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ อันมีผลนำไปสู่ความคลอนแคลนของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น กรณีการนำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ การเกิดการกบฏของกลุ่มนายทหารและข้าราชการในต่างจังหวัดภายใต้การนำของพระองค์เจ้า บวรเดช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2476 การกบฏครั้งนี้ก็ถูกปราบปรามลง เจ้านายหลายพระองค์ต้องเสด็จนิราศไปประทับยังต่างประเทศ มีหลายคนในคณะกบฏต้องรับโทษจำคุก หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ คณะราษฎรจึงได้ถวายราชบัลลังก์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเวลาต่อมา
ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2481 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นทหารเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ จอมพล ป. มีบทบาทอย่างมากในการสร้างประวัติศาสตร์ของเมืองไทย นโยบายที่สำคัญที่สุดคือ รัฐนิยม ซึ่งเป็นนโยบายรักชาติ แสดงออกโดยการรณรงค์ต่อต้านคนจีน และนโยบายสงครามที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นพร้อมกับประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา นโยบาย ดังกล่าวมีตั้งแต่โครงการรวมชาติ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติ การสร้างความเป็นชาตินิยมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และความสนใจต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ
2) ยุคที่สอง ยุคเผด็จการอำนาจนิยม (พ.ศ.2490 – พ.ศ.2516)
เป็นยุคที่คณะทหารและกองทัพได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองประเทศ โดยการยึดอำนาจทำรัฐประหาร และถือว่าเป็นการดำเนินการปกครองของข้าราชการ โดยข้าราชการและเพื่อข้าราชการ จนกระทั่งมีการให้สมญาการปกครองในยุคนี้ว่าเป็น “ยุคอำมาตยาธิไตย” โดยมีการรัฐประหารเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน
ในช่วง 25 ปี ระหว่าง 2475 – 2500 ได้มีรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ มีการเลือกตั้ง 9 ครั้ง มีการรัฐประหารและการกบฏ 10 ครั้ง ดังนั้นหากคิดเฉลี่ยอาจกล่าวได้ว่า มีรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับต่อ4.1 ปี มีการเลือกตั้ง 1 ครั้งต่อ 2.7 ปี และมีการขัดแย้งทางการเมืองในรูปแบบของรัฐประหารหรือการกบฏทุก ๆ 2.5 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นดังนี้
| 20 มิถุนายน 2476 11 ตุลาคม 2476 3 สิงหาคม 2478 29 มกราคม 2481 8 พฤศจิกายน 2490 1 ตุลาคม 2491 26 กุมภาพันธ์ 2492 29 มิถุนายน 2494 16 กันยายน 2500 20 ตุลาคม 2501 | คณะรัฐประหาร กบฏบวรเดช กบฏนายสิบ กบฏพระยาทรงสุรเดช คณะรัฐประหาร กบฏเสนาธิการ กบฏวังหลวง กบฏแมนฮัตตัน คณะรัฐประหาร คณะปฏิวัติ |
ในขณะเดียวกัน หากพิจารณาจะเห็นว่า ทหารได้กุมอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีถึง 21 ปี ครึ่ง ซึ่งแสดงได้ดังนี้
| | ภูมิหลัง | ช่วงเวลาในการดำรงตำแหน่ง |
| 1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา 2. พระยาพหลพยุหเสนา 3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม 4. นาย 5. นาย 6. หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 7. นาย 8. พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ | พลเรือน ทหาร ทหาร พลเรือน พลเรือน พลเรือน พลเรือน ทหาร | 11 เดือน 23 วัน 5 ปี 5 เดือน 23 วัน 14 ปี 11 เดือน 11 วัน 1 ปี 6 เดือน 17 วัน 17 วัน 10 เดือน 13 วัน 4 เดือน 17 วัน 1 ปี 2 เดือน 18 วัน |
3) ยุคที่สาม ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (พ.ศ.2516 – พ.ศ.2519)
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองยุคใหม่ของไทยที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลุกฮือของประชาชนเป็นจำนวนแสน ๆ คน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร ถือได้ว่าการลุกฮือดังกล่าวเป็นการเปิดประวัติศาสตร์บทใหม่ทางการเมืองไทยในยุคหลังการเปลี่ยนแปลง 24 มิถุนายน 2475 โดยมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ การปฏิวัติ 14 ตุลาคม การปฏิวัติของนักศึกษา โดยมีสาเหตุสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องของนักศึกษาและประชาชนในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ปัญหาทางเศรษฐกิจรวมทั้งปัญหาการลุแก่อำนาจของกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจ นำมาซึ่งการรวมกลุ่มกันของนักศึกษาและประชาชนที่ไม่พอใจ จนผลสุดท้ายกลายเป็นการประท้วงที่ประกอบด้วยคนจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าแสนคน เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2516 และสิ้นสุดลงวันที่ 16 ตุลาคม 2516 แต่เหตุการณ์ที่เกิดนองเลือดคือ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงได้ขนานนามเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนั้นว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 80 คน และทรัพย์สิน มีการเผาอาคารราชการ การทำลายสัญลักษณ์จราจร ฯลฯ ผลสุดท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงออกโทรทัศน์รับสั่งว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค” และได้รับสั่งให้ทุกฝ่ายกลับไปสู่ความสงบ หยุดยั้งการรบราฆ่าฟันกันเอง
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากกรณี 14 ตุลาคม 2516 ภายหลังที่ได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามความต้องการของประชาชน ได้เกิดอิสระและเสรีภาพทั้งทางด้านความคิดและในทางการเมืองและการปกครองอย่างสูง นำมาสู่การเรียกร้องและการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องจนเกินขอบเขต ในขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็มีอิสรเสรีภาพอย่างมากจนเกินขอบเขตเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นความสนใจในงานวรรณกรรมของพวกหัวก้าวหน้าและพวกซ้ายจัดเช่นงานของเหมาเจ๋อตุง หรือแนวคิดทางด้านสังคมนิยม
ประเด็นดังกล่าวได้สร้างโอกาสให้แก่กลุ่มที่เสียผลประโยชน์ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม กลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง โดยการกล่าวหาว่ากลุ่มนักศึกษาที่สนใจแนวคิดด้านสังคมนิยมเป็นคอมมิวนิสต์และต้องการที่จะล้มล้างระบบประชาธิปไตยและราชวงศ์ นำมาซึ่งการล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการใช้กำลังอาวุธ จนเสียชีวิตไปไม่น้อย แต่ที่น่าตระหนกและสังเวชใจคือ วิธีการอันทารุณที่กระทำต่อนิสิตนักศึกษา การแขวนคอ การเผาโดยใช้ยางรถยนต์เป็นเชื้อ การรุมฆ่า ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นจุดด่างดำในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน
4) ยุคที่สี่ ยุคกึ่งประชาธิปไตยหรือยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ (พ.ศ.2520 – พ.ศ.2535)
ประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ การประนีประนอมระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย สืบเนื่องจากยุคสมัยการเบ่งบานของประชาธิปไตยเป็นต้นมาทําให้ประชาธิปไตยอย่างสุดกู่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในขณะเดียวกันสังคมก็ไม่สามารถยอมรับการปกครองในระบอบเผด็จการได้อีก ระบอบการปกครองจึงมีทั้งกลุ่มอํานาจเผด็จการและกลุ่มประชาธิปไตยอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีเหตุผลจาก
§ ประการแรก เป็นอุบายของรัฐบาลที่ประสงค์จะครองอำนาจให้ยาวนานที่สุดโดยกำหนดในรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญที่สุด 2 ประเด็น คือ
- นายกรัฐมนตรีไม่ต้องผ่านการรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
- ข้าราชการประจำและทหารจะดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ และดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปพร้อม ๆ กันได้ในชั่วขณะหนึ่งภายใต้บทเฉพาะกาล หลังจากนั้นจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งการลดอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งลงไป
§ ประการที่สอง กลุ่มผู้นำเหล่านี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปในทางการเมืองไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นความพยายามในการแบ่งสรรอำนาจและการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างฝ่ายข้าราชการประจำกับฝ่ายนักการเมือง การผสมผสานในการใช้อำนาจทางการเมืองดังกล่าวยังคงดำรงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขั้วอำนาจ โดยเฉพาะในฝ่ายข้าราชการประจำ
ความขัดแย้งดังกล่าวได้ประทุให้เห็นจากความพยายามในการทำรัฐประหารหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งความความขัดแย้งได้ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ตามมา คือ
รัฐประหาร กุมภาพันธ์ 2534 (พฤษภาทมิฬ)
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งมีหลักในการบริหารบ้านเมืองในลักษณะที่เรียกว่า “ธุรกิจการเมือง” หรือ รูปแบบธนาธิปไตย มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างสูง จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกกันทั่วไปว่า จะนำประเทศไปสู่ความหายนะ เพราะพันธะผูกพันที่ทำกับบรรษัทต่างชาติในโครงการใหญ่ๆ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับกองทัพก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพบก ซึ่งมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลให้ทหารเข้ามาทำการแทรกแซง โดยทำการรัฐประหารของคณะที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งมีเหตุผลในการรัฐประหาร ดังนี้
§ มีการทุจริตคอรัปชั่นในบรรดารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
§ ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
§ รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
§ มีการพยายามทำลายสถาบันทหาร
§ บิดเบือนคดีวันลอบสังหารซึ่งมีจุดมุ่งหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ตาม ผลจากการที่ประชาชนได้เคยสัมผัสกับเหตุการณ์นองเลือดมาแล้ว 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2516 และ พ.ศ. 2519 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชาวไทยไม่ต้องการรัฐบาลที่ได้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมและเป็นเผด็จการทหาร ส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงอีกครั้งหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยหลายชนชั้น โดยมีข้อสังเกตคือ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเป็นชนชั้นกลาง ทำงานภาคเอกชน มีโทรศัพท์มือถือ ขับรถเก๋งส่วนตัว ซึ่งเรียกกลุ่มคนเหล่านั้นว่า “ม็อบมือถือ” ผลที่สุด การประท้วงเรียกร้องของประชาชนก็นำไปสู่การปะทะกับกำลังของเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน จนมีการเสียชีวิตตามตัวเลขของทางราชการกว่า 40 คน แต่ที่หายสาบสูญมีจำนวนมาก เหตุการณ์สงบลงโดยพระบารมีปกเกล้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคืนวันที่ 20 พฤษภาคม 2535
ผลที่ตามมาภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือ การปฏิรูปการเมืองและการปกครอง รวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ฉบับที่ 16 อันถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่เคยจัดทำรัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549
เป็นรัฐประหารครั้งที่ 10 ในประเทศไทย เกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ โดยได้มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี แล้วประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม และนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548
รัฐประหารดังกล่าวไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ปฏิกิริยาจากนานาชาตินั้นมีตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์โดยประเทศเช่นออสเตรเลีย การแสดงออกถึงความเป็นกลางโดยประเทศเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปจนถึงการแสดงความผิดหวังอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต และกล่าวว่าการก่อรัฐประหารนั้น "ไม่มีเหตุผลที่ยอมรับได้"ภายหลังรัฐประหาร คปค. ได้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งทางด้านความคิดของประชาชนชาวไทยแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร ในประเด็นต่าง ๆ ส่งผลให้มีการชุมนุมประท้วง ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงเกิดการประทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนและคัดค้าน และมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงของเหตุการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุดังกล่าวกลุ่มทหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จึงเข้ามายุติความขัดแย้ง โดยอ้างเหตุผลในการรัฐประหาร ดังนี้
§ การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติ
§ การบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง
§ การหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยบ่อยครั้ง
การรัฐประหารดังกล่าว นำมาซึ่งการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และได้บัญญัติใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 ขณะเดียวกันก็ได้ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 18 ซึ่งมีแนวคิดจะให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและสนองความต้องการของประชาชนมากที่สุด